Profiel van OUIOOSometime silence is the ...Foto'sWeblogLijstenMeer ![]() | Help |
|
26 december เวลา กับ นาฬิกาแปลกมั๊ย..ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลากับนาฬิกาเป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย เวลา... เดินไปข้างหน้า นาฬิกา.. เดินอยู่ที่เก่า เวลา.. เราไม่อาจย้อนกลับ นาฬิกา.. เราหมุนย้อนมันได้ เวลา.. เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน นาฬิกา.. เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ไปเลย เวลา.. ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องแลกกะอะไร นาฬิกา.. ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น แล้วอย่างนี้ มันจะคู่กันได้ยังไง ในเมื่อมันแตกต่างกันเหลือเกิน แต่ถามหน่อย.. ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย หรือถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไร ถึง 2 สิ่งจะแตกต่างกัน แต่กลับขาดกันไม่ได้ กฏทอง 10 ข้อของคนรักกัน (รักษาสภาพรักแท้ๆ)กฎทองข้อที่ 1 เราจะไม่โกรธพร้อมกันทั้งสองคน อย่างที่คนโบราณเค้าว่า ถ้า.... เขาร้อนเป็นไฟ คุณก็ต้องเย็นให้ได้ดั่งน้ำ (น้ำเปล่านะ ไม่ใช่น้ำมัน) We will not simultaneously get angry. Be cool as water whenever another one being fire. กฎทองข้อที่ 2 เราจะไม่ตะโกนใส่กันเด็ดขาด ยกเว้นตอนเกิดไฟไหม้บ้านกระทันหัน We will not shout into each others faces beside our house is accidentally on fire. กฎทองข้อที่ 3 จำไว้ว่าไม่มีใครชอบคำติ หากจะคุยถึงสิ่งที่คุณไม่ชอบให้เขาทำ อย่าลืมพูดให้หวานๆ เข้าไว้ (ไม่ใช่พูดว่าน้ำตาลๆๆๆนะ) Nobody loves to be criticized. When talking of what you dislike or need his/ her improvement, use soft & sweet words. กฎทองข้อที่ 4 เราจะไม่มารื้อฟื้นเรื่องบาดหมางในอดีต ถ้าจะคุยเรื่องเก่าๆ เลือกเรื่องหวานๆ ของสองเราจะดีกว่า We will not revive any bad old practices, but only our romaces. กฎทองข้อที่ 5 ทำให้เขารู้สึกว่า เขาสำคัญสำหรับคุณเสมอ Make him/ her know how much s/he means to you. กฎทองข้อที่ 6 สัญญากันนะว่าเราจะไม่โกรธกันข้ามคืน เพราะคุณนั่นแหล่ะจะนอนไม่หลับ คุยกันให้เข้าใจกันก่อนดีกว่าหันหลังให้กัน Promise me that we will not peevish over-night. Talk face to face not back-chat. กฎทองข้อที่ 7 คุยกันให้มากหน่อย จะช่วยให้ความรักระหว่างเราเข้าใจกันมากขึ้น จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณเจอะเจอ เรื่องงานของคุณ หนังสือที่คุณเพิ่งอ่านจบ ลองเล่าสู่กันฟัง แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าเราผูกพันกันมากขึ้นกว่าเดิม Tell him or her more about anything in your life to tie you up together. กฎทองข้อที่ 8 ถ้ารู้ตัวว่าทำผิดก็ขอโทษซะ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียฟอร์มหรอก Don''t be shy to show him/her your apology. When you have something mistaken กฎทองข้อที่ 9 อย่าเข้าใจผิดว่าการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา หมายถึงความเอาใจใส่อย่างแท้จริง เพราะการใส่ใจ คือการให้ความสนใจเต็มร้อยเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่คุณนั่งฟังเขาพูด แต่ดูทีวีไปด้วย Don''t misunderstand that being together always is to show your heedfulness. กฎทองข้อที่ 10 อย่าลืมทำให้เขารู้ว่า เรายังรักกันเสมอ … Lastly, realize him/ her that your love still exists and will be eternally last. กฎข้อพิเศษสำหรับใครบางคน การที่จะได้รู้จักใครซักคนเป็นเรื่องที่วิเศษ อย่าให้เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยชั่วไม่กี่นาที ตัดสินใจทำลายความสัมพันธ์ที่มีมา... มันคุ้มกันแล้วเหรอ!! เพียงคำว่าอภัยและปรับตัวเข้าหากันใหม่ สิ่งดีๆ อาจมีขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว ปัญหาเกิดเพราะไม่คุย ปัญหาเกิดเพราะไม่คิดจะแก้ไข ปัญหาเกิดเพราะทิฐิ ปัญหาเกิดเพราะคิดว่าไม่รู้จะทำไปทำไม ปัญหาเกิดเพราะนึกถึงแต่ตัวเองคิดว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด ...แล้วอีกฝ่ายคิดแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า สุดท้ายก็มีแต่ความเสียใจ.... คุณเลือกที่จะยอมรับในสิ่งที่เค้าทำ แล้วรักษาสิ่งดีๆ ต่อไป หรือเลือกที่จะทำลายเมื่อคุณไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการ!! จับผิด 19 คำโกหกหน้าตายของผู้ชาย1. "ชีวิตนี้ผมจะไม่ขอรักใครอีกนอกจากคุณ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 90 คน) ใครได้ยินคำนี้อย่าหลงดีใจ เพราะเค้าสามารถรักคนใหม่ได้เมื่อต้องเลิกกันไปแล้ว 2. "เธอจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักมากที่สุด" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 85 คน) แม้เค้าจะแทงกั๊กประมาณว่าถึงจะมีกิ๊กใหม่ในอนาคต เค้าก้อไม่สามารถรักเท่าที่รักเธอ ฟังดูก้ออาจจะเป็นไปได้แหะ 3. "เราจะอดทนเป็นแฟนกันจนแต่งงานในอนาคต" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน) เค้าพูดด้วยความรู้สึกแบบเด็กๆที่ยังไม่ได้ผ่านสารพัดร้อยล้านเหตุการณืที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ความรักสะดุดเมื่อไหร่ก้อได้ 4. "ผมไม่เคยยอมใครขนาดนี้มาก่อน" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 83 คน) ถ้าเค้าเป็นคนที่นิสัยยอมคน เค้าก้อจะยอมกับผู้หญิงทุกคนนั่นแหล่ะ 5. "สิ่งที่ผมทำลงไป ผมพยายามทำดีที่สุดแล้ว" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 78 คน) ถ้าเกิดเค้าได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ต่อให้ผูหญิงคนนั้นหูหนวกหรือตาบอดยังไงก้อต้องรู้สึกได้ 6. "ก้อผมเป็นของผมหยั่งงี้มานานแล้ว" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 79 คน) เค้าพูดเพื่อให้เธอยอมรับนิสัยห่วยแตกของเค้า โดยอ้างความเป็นตัวของตัวเอง 7. "ให้อภัยผมเถอะ ผมจะไม่ได้ทำอีกแล้ว" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 65 คน) ธรรมดาที่เค้าจะต้องพูดเพื่อใหการอภัยโทษป้องกันชะตาขาด และเธอเชื่อหรอว่าเค้าจะไม่พูดคำนี้อีกและอีกๆๆๆๆ 8. "ไม่รักผมไม่เป็นไร ขอแค่ให้ผมได้รับเธอก้อพอ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 83 คน) แค่เธอแสดงให้เห็นว่ายังไงเธอก้อไม่มีวันรักเค้าได้จริงๆ ขี้คร้านจะรีบเด้งตัวเองจากไปภายในไม่กี่วัน พร้อมด้วยคำนินทาเธออีกก้อนใหญ่ 9. "คิดถึงจนทนไม่ไหวแล้ว ออกมาเจอกันหน่อยนะ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 88 คน) เค้าอาจจะถวิลหาเธอจริงๆแต่ไม่ได้รุนแรงถึงกับจะลงแดงตายเหมือนเธอเป็นยาเสพย์ติดของเค้าขนาดนั้น 10. "ทำไม ผมเลวจนเธอไม่ไว้ใจได้เลยหรอ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 71 คน) เมื่อมีความไม่พอใจต่อการกระทำของเค้าในทุกกรณี เค้าจะต้องรีบปกป้องตัวเอง เพื่อแตะเบรค ความคิดของเธอ 11. "ขอนอนกอดเฉยๆก้อพอ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 89 คน) และ 89 คนนั้นหมายถึงการกอดในครั้งแรกที่ใกล้ชิดตัวกันมากขนาดนั้น แต่จะพุ่งพรวดถึง 95 คนทันที ในการกอดครั้งต่อไป 12. “ผมรักนะเลยอยากให้เธอเป็นของผม” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน) เพราะถ้ารักจริงทำไมต้องขอเอาเปรียบเราด้วย รักแล้วไม่หน้าด้านขออะไรๆ เรื่องนี้ไม่ได้หรือไง 13. “เธอคนนั้นเป็นแค่เพื่อนจริงๆ” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 65 คน) ไม่มีทางซะหรอกที่เมื่อมีผู้หญิงมากิ๊ก แล้วเขาจะปฏิเสธเจ้าหล่อนเป็นแค่เพื่อน 14. ”ผู้หญิงคนนั้นเค้ามาชอบผมเอง” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 51 คน) ฟังแล้วน่าภูมิใจที่พ่อตัวดีมีเสน่ห์เหลือร้าย แต่ช้าก่อนเพราะเพลงของปานนำมาใช้ได้กับคำโกหกคำนี้เสมอ “ตบมือข้างเดียว ไม่ดัง” 15. “เพื่อนมันลากผมไป ผมอยากไปกับมันซะที่ไหนเล่า” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน) ถ้าไม่อยากไปจริงๆ แม้เค้ามาฉุดยังไงก้อไม่ยอม ดังนั้นถ้าเค้าไม่ถูกเพื่อนเอาปืนจ่อหัว อย่าไปเชื่อว่า เค้าไม่อยากไปเฮกับเพื่อน 16. “ผมไม่ว่างจริงๆ อยากเจอเธอจะตายไป” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 85 คน) คำว่าไม่มีเวลาว่างของเค้าก้อคือไม่อยากไปเจอเธอนั่นเอง และที่มันไม่ว่างเพราะว่าหายไปเฮกับเพื่อนๆ หรือกิจกรรมที่เร้าใจกว่าของเค้า 17. “ไม่มีทางที่ผมจะเห็นเพื่อนสำคัญมากกว่าเธอ” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 51 คน) ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันดีอยู่ว่าคำพูดผู้ชายจะพูดกับผู้ร่วมแก๊งว่า”เฮ้ย กรูน่ะไม่เคยเห็หญิงสำคัญกว่าเพื่อนอยู่แล้ว” 18. “มีอะไรเราต้องไม่ปิดบังกันทุกเรื่อง” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 64 คน) แม้จะรักกันปานหายใจปอดเดียวกัน แต่เชื่อเหอะว่าทุกคนบ่อมมีความลับของตัวเองบ้าง และผู้ชายไม่มี วันคายความลับของตัวเองออกมาอย่างแน่นอน 19. “ถ้าวันไหนต้องเลิกกัน ผมยังจะห่วงเธอเหมือนเดิม” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน) มันไม่มีทางจะเป็นไปได้อยู่แล้ว อย่างน้อยที่สุดก้อไม่มีทางว่าจะห่วงใยกันได้เท่าเดิม 19 oktober ดูดวงตามแบบญี่ปุ่น LIBRA ราศีตุลย์ - ผู้หญิง (24 ก.ย. - 23 ต.ค.)24 ก.ย. - 23 ต.ค. สาวราศีตุลย์มักมีใบหน้ารูปไข่ หุ่นดี ผิวสวย สาวราศีนี้ใช้เวลาถนอมรักษาผิวสวยมาก เธอมักจะเป็น คนแพ้เครื่องสำอางง่าย การเสริมความงาม ลดริ้วรอย แถบจะเป็นงานอดิเรกของเธอเลยทีเดียว เธอมีความสามารถพิเศษ ในเรื่องนี้ และมักจะดูอ่อนกว่าวัย ซนเหมือนเด็ผู้ชาย แต่ข้างในเป็นผู้หญิง 100% เธอเป็นคนดูดีได้ไม่ว่าจะใส่ ยีนส์ หรือชุดนอน เธอคิอว่าผู้หญิงนั้นทัดเทียมผุ้ชาย บางครั้งเธอคิดเร็วกว่าคุณมากเลย แต่เธอจะไม่ทิ้งคุณไว้เบื้องหลัง เธอจะไม่ทำให้คุณรู้สึกว่า กำลังแข่งกับเธอ ไม่ว่ารู้สึกแพ้ หรือ ชนะ ไม่ว่าในขณะนั้นเธอกำลังชนะคุณอยู่ก็ตาม เธอค่อนข้างจะชอบ เฟลิต flirt ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบ หรือต้องการอะไร เธอจะไม่แน่ใจว่าอะไรควร หรือไม่ควรทำ ดังนั้น เธอจะเป็นจัดตารางของตัวเองไม่ค่อยได้ ไม่ว่าเรื่องอะไร เธอมีพรสวรรค์ในการแต่งตัว ผสมเสื้อผ้าเข้าชุด เธอชอบชุดดำและใส่น้ำหอม กลิ่นดอกไม้จางๆ หากมีการเถียงกัน เธอสามารถถกได้ดี เธอสามารถถกเป็นชั่วโมงๆ และมักจะชนะเสียด้วย ถ้าเรื่องที่ถกกันไม่ค่อยซีเรียส เธอสามารถถกไป ส่งยิ้มให้คุณไปด้วย เธอเหมาะจะเป็นนัการเมือง เพราะเธอมักบอกได้ว่า พรรคไหนจะชนะการเลือกตั้ง เธอเป็นคนมีเหตุผลดีๆเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะขัดกันในตัวมันเอง เธอตัดสินใจไม่ค่อยได้ ว่าอะไรผิดหรือถูก เพราะทุกอย่างมีทั้ง 2 แง่ในสายตาเธอ... สาวราศีอื่นๆอาจไม่ใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่สาวราศีนี้คิด และแคร์ความรู้สึกของคนอื่น พอๆกับความรู้สึกของตัวเอง เธอสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เพราะงั้นในที่ทำลาน เธอกำลังไต่ขึ้นเสมอ เธอชอบการทำงานเป็นทีม หากคุณถามเธอเพื่อขอให้ช่วย เธอจะช่วยคุณ ยกเว้นเธอเกลียดคุณแบบเข้าไส้เท่านั้น เธอสามารถมีวิธีเปลี่ยนคนอื่น โดยที่คนๆนั้นไม่รู้ตัวเองเลย และคิดว่าตัวเองเปลี่ยนเองได้ แยบยลจริงๆ สิ่งที่ดีหากมีแฟนเป็นสาวราศีนี้ คือ เธอจะไม่ยุ่งกับเรื่องส่วนตัว หรือความเป็นส่วนตัวของคุณ เธอจะไม่ทำให้คุณเสียหน้า ต่อหน้าเพื่อนคุณ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นพวก ห่วงว่าบัญชีเธอตอนนี้มีเงินกี่บาทก็ตาม เธอจะไม่ลืมทำให้คุณรู้ว่าเธอแคร์คุณ เธอคิดว่า หน้าที่ดูแล จัดการบ้าน เป็นหน้าที่ของผู้หญิง และเธอสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดี หากคุณคิดว่าสาวคนนี้จะกลัวคุณ คิดใหม่ได้เลย เธออาจมองดูคุณด้วยแววตาเด็กๆ หรือยอมเล่นไพ่แพ้คุณ แต่จริงๆแล้วเธอเป็นหญิงแกร่งทีเดียว หากเธอคือคนที่คุณต้องการ ให้เริ่มเป็นขั้นเป็นตอน ทางที่ดีที่สุด คือให้เพื่อนเธอแนะนำคุณ อย่าทำหรือปฎิบัติกับเธอ เหมือนว่าเธอไร้สมอง คุณต้องเข้าหาเธอ ช้าๆ มั่นใจ... ให้เธอเห็นว่า คุณเป็นคนใจดี สุภาพ เป็นสุภาพบุรุษ... อย่าเป็นคนมือไวไม่งั้นอาจโดนตบได้! 14 juli The Little Prince“What must I do, to tame you? Asked the little prince. “You must be very patient,” replied the fox. “First you will sit down at a little distance from me-like that-in the grass. I shall look at you out of the corner of my eye, And you will say nothing. Words are the source of misunderstandings. But you will sit at little closer to me, everyday...” The Little Prince By Antoine de Saint-Exupery เจ้าชายน้อยเพื่อนหมาจิ้งจอก เจ้าชายน้อยกำลังเศร้า เหงา อยากมีเพื่อน หมาจิ้งจอกเองก็ไม่ได้ใจร้าย เพียงแต่มันอยู่โดดเดี่ยวในทะเลทรายมานานเกินไป เจ้าชายน้อยน่ารัก น่าสนใจ แต่ช่วงเวลาที่รู้จักกันช่างแสนสั้น ยังไม่รู้จักรู้ใจกันถ่องแท้ มันยังไม่เชื่องพอ จะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร
“ฉันต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เธอเชื่อง” เจ้าชายน้อยถาม “เธอต้องใช้ความอดทนอย่างมาก” หมาจิ้งจอกตอบ “แรกเลยเธอต้องนั่งบนผืนหญ้าให้ห่างจากฉันเล็กน้อย โดยไม่ต้องพูดอะไร คำพูดเป็นที่มาของความเข้าในผิด แล้วเธอก็ค่อยๆ ขยับเข้ามานั่งใกล้ฉันทีละน้อย ทีละน้อย ใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน”
“การกระทำ” ย่อมมีความหมายกว่า “คำพูด” ในทุกความสัมพันธ์ จะไว้เนื้อเชื่อใจ จะไว้วางใจกันต้องใช้เวลา บางครั้งนานเหลือเกิน กว่าที่เราจะเข้าใกล้ใครบางคนได้ ขอให้มั่นคง ขอให้เข้าใจ ว่านั่นอาจเป็นเพราะหมาจิ้งจอกในหัวใจเขาเปล่าเปลี่ยว อยู่ในทะเลทรายนานเกินไปเท่านั้น กว่าหมาจิ้งจอกจะเชื่องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่หมาจิ้งจอกยังไม่ได้บอกเจ้าชายน้อยก็คือ เมื่อเชื่องมากไปจนไม่สนุก เมื่อใกล้มากไปจนหายใจไม่ได้ ไม่ใครก็ใคร ควรถอยห่างกลับมานั่งที่เดิมบ้าง เพื่อรักษาความเป็นเพื่อนไว้ให้ได้ตลอดไป เพื่อจะขยับเข้าใกล้กันได้อีก05 juni LOVEรัก... คำๆ นึงที่เคยผ่านมาในชีวิต รัก..... คำๆ นึงที่เคยอยู่ในความคิดในความฝัน รัก.... คำๆ นึงที่มีให้กัน รัก.... คำๆ นึงที่ผูกพันสองใจ แต่รัก... ไม่ใช่เพียงคำๆ นึงในชีวิต แต่รัก... ไม่ใช่เพียงคำที่อยู่แต่ในความคิดในความฝัน แต่รัก... ไม่ใช่เพียงคำง่ายๆที่จะมอบให้กัน แต่รัก... ไม่ใช่เพียงคำที่ผูกพันใครๆ เพราะรัก... เป็นคำๆ นึงที่สวยงาม เพราะรัก... เป็นคำที่บริสุทธิ์อ่อนหวานสดใส เพราะรัก.. เป็นคำที่ต้องสร้างขึ้นด้วยความเข้าใจ เพราะรัก... เป็นคำที่ยิ่งใหญ่เป็นอะไรที่มากกว่าความผูกพัน เสียสละพ่อคนหนึ่งพยายามสอนลูกสาววัยเจ็ดปีถึงความหมายของการเสียสละ เขาอธิบายว่าของขวัญที่ดีที่สุดที่คนคนหนึ่งจะมอบให้คนอื่นได้คือ สมบัติที่รักมากบางชิ้น ชิ้นที่คนคนนั้นเห็นค่ามากๆ ในวันเกิดของพ่อ พ่อพบกระดาษแผ่นใหญ่กลัดไว้ที่เสื้อโค้ท เป็นลายมือเขียนบรรจงด้วยสีเทียนสีแดงของลูกสาว “พ่อเป็นคนโปรดของหนูและหนู่ร้ากพ่อจัง ของขวัญของหนูให้พ่อเป็นของที่หนูชอบมากที่สุด อยู่ในกระเป๋าเสื้อค่ะ” เขาพบอมยิ้มรสสตรอเบอร์รี่ที่เขาซื้อให้ลูกสาวเมื่อสัปดาห์ก่อนอยู่ในกระเป๋า ไม่มีรอยดูดแม้แต่ครั้งเดียว 22 mei "_"A man overtime falls in love with the woman he is attracted to and a woman attracted to the man she loves. ผู้ ช า ย มั ก จ ะ ต ก ห ลุ ม รั ก ค น ที่ เ ค้ า ห ล ง เ ส น่ ห์ แ ล ะ ผู้ ห ญิ ง จ ะ ห ล ง เ ส น่ ห์ ค น ที่ เ ค้ า ต ก ห ลุ ม รั ก
To love is nothing. To be loved is something. To love and be loved is everything. ก า ร ไ ด้ รั ก เ ป็ น เ รื่ อ ง ขี้ ผ ง ก า ร ถู ก รั ก เ ป็ น แ ค่ บ า ง อ ย่ า ง ส่ ว น ก า ร ไ ด้ รั ก แ ล ะ ถู ก รั ก เ ป็ น ทุ ก อ ย่ า ง
You may only be one person to the world but you may also be the world to one person. คุ ณ อ า จ เ ป็ น แ ค่ " ค น ๆ ห นึ่ ง " ใ น โ ล ก ใ บ นี้ แ ต่ คุ ณ อ า จ จ ะ เ ป็ น " โ ล ก ทั้ ง ใ บ " ข อ ง ใ ค ร ค น ห นึ่ ง ก็ ไ ด้
You know when you love someone when you want them to be happy even if their happiness means that you're not part of it. คุ ณ รั ก เ ค้ า ก็ ต่ อ เ มื่ อ คุ ณ ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ เ ค้ า มี ค ว า ม สุ ข แ ม้ ว่ า ค ว า ม สุ ข นั้ น จ ะ ห ม า ย ค ว า ม ถึ ง ก า ร ที่ คุ ณ ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง มั น
It only takes a second to say "I love you" , but it will take a lifetime to show you how much. ใ ช้ เ ว ล า แ ค่ เ พี ย ง วิ น า ที กั บ ก า ร บ อ ก ว่ า " ชั้ น รั ก เ ธ อ " แ ต่ ใ ช้ เ ว ล า ต ล อ ด ชี วิ ต ใ น ก า ร แ ส ด ง ใ ห้ เ ห็ น ว่ า รั ก ม า ก เ พี ย ง ไ ร
When loving someone...never regret what you do... only regret what you didn't do. เ ว ล า รั ก ใ ค ร อ ย่ า เ สี ย ใ จ ใ น สิ่ ง ที่ คุ ณ ไ ด้ ก ร ะ ทำ จ ง เ สี ย ใ จ ใ น สิ่ ง ที่ คุ ณ ไ ม่ ไ ด้ ก ร ะ ทำ 19 mei WHO's.....??Don’t go for looks; They can deceive. Don’t go for wealth; Even that fades away. Go for someone Who makes you smile Because it takes only a smile To make a dark day seem bright. Hope you find The one that makes you smile. 18 mei (~_~)
LOVE is ??" ...เมื่อ รัก หมายถึง ...ห่วงใย... " เคยมีใครถามคุณไหมว่า "ความรัก คืออะไร" วันนี้เรามีคำตอบในบางมุมให้คุณแล้วล่ะ คำที่ใช้แทนคำว่า"ความรัก" ได้ดีที่สุด น่าจะเป็นคำว่า "ใส่ใจ" หากคุณคิดที่จะบอกรักใครสักคน ลองถามตัวเองดูว่า คุณ เคย ..ใส่ใจ..เค้ามากน้อยแค่ไหน ?
ความใส่ใจ ไม่ใช่... ความเอาใจ... หากคนรักของคุณจำได้ขึ้นใจว่า คุณเคยพูดว่าอยากได้อะไร...คุณอยากทานอะไร?? แล้วเค้าหาซื้อของชิ้นนั้นหรือพาคุณไปทานอาหารที่คุณอยากทาน โดยที่คุณไม่เคยเรียกร้อง... ไม่ใช่สักแต่ว่าซื้อ ซื้อ ซื้อ ของเยอะแยะมากมาย เพื่อเอาใจ........ นั่นแหล่ะถึงเรียกว่า ความใส่ใจ
ความใส่ใจไม่ใช่ ...ความหึงหวง... หากคนรักของคุณโทรหาคุณทุกคืน ถามว่ากลับถึงบ้านรึยัง?? เพียงเพราะเค้า...เป็นห่วง... ไม่ต้องการให้คุณได้รับอันตรายในยามดึก ไม่ใช่กลัวว่าคุณจะไปกลับคนอื่น นั่นแหล่ะเรียกว่า...ความใส่ใจ ...
ความใส่ใจ ไม่ใช่...ความมีน้ำใจอย่างเดียว... หากแต่มีความถนอมน้ำใจด้วย หากคนรักของคุณทำอะไรเพื่อคุณซักอย่าง ...ด้วยความตั้งใจ.... แต่คุณกลับไม่ชอบมัน คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ใส่ใจความรู้สึกของเค้าด้วย
หากคุณทะเลาะกับคนรัก แต่แล้ววันรุ่งขึ้น คนรักของคุณยังโทรมา แสดงความเป็นห่วงในเรื่องต่าง ๆ เหมือนทุกๆ วัน ทั้งๆที่ยังไม่หายโกรธ นั่นแหล่ะเรียกว่า...ความใส่ใจ.... หากคนรักของคุณสละเวลาทำบางสิ่ง เอาไว้ทีหลัง เพียงเพื่อช่วยทำในสิ่งที่คุณขอ... นั่นแหล่ะเรียกว่า ...ความใส่ใจ...
หากคุณต้องเดินทางไกล มันจะรู้สึกดีมากๆ ถ้าคนรักของคุณโทรมาถามว่า "ถึงรึยัง?"... "ปลอดภัยดีมั้ย?"... "เหนื่อยมั้ย?" หากคุณต้องปฏิบัติภาระกิจสำคัญ ไม่ว่าเรื่องงานหรือ เรื่องเรียน มันจะรู้สึกดีมาก ๆ ถ้าคนรักของคุณจำได้ และโทรมาบอกว่า "โชคดีนะ" หากคุณต้องขับรถคนเดียว มันจะรู้สึกดีมาก ๆ ถ้าคนรักของคุณโทรมาบอกว่า "ขับรถดี ๆนะ"
หากคนรักของคุณป่วยเป็นไข้ ไม่สบาย มันจะรู้สึกดีเอามากๆ ถ้าคนรักของคุณโทรมาเตือนให้คุณกินยา และพักผ่อนมาก ๆ ความใส่ใจ กับความเกรงใจคล้ายกัน ในหลายๆ ด้าน คุณอาจคิดว่า..... ยิ่งคบยิ่งสนิทสนมกันมากเท่าไหร่ ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันให้มากเหมือนคนที่เพิ่งรู้จักกัน แต่เรากลับไม่คิดอย่างนั้น ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ ต้องยิ่งเกรงใจซึ่งกันละกัน
สำหรับผู้ที่ได้รับความใส่ใจจากใครซักคนมา แต่กลับตีค่าความใส่ใจเป็นสิ่งอื่นๆ ที่เลวร้ายไปกว่านั้น นั่นอาจ หมายถึงคุณ ไม่เคยใส่ใจ เค้าเหมือนที่ เค้าใส่ใจคุณ คุณจึงไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า.... “ใส่ใจ” คุณกำลังทำร้ายผู้ให้อย่างที่สุด และจงรับรู้ไว้เถอะว่า คุณจึงไม่สมควรได้รับ ความใส่ใจจากเค้าอีกเลย..............
ความเกรงใจเป็นสิ่งดี และเป็นบ่อเกิดของความสัมพันธ์อันยั่งยืน คุณเห็นไหมล่ะว่า?? ไม่ยากเลยที่จะแสดงความใส่ใจต่อใครซักคน เพียงแต่วันนี้ คุณใส่ใจคนรักของคุณแล้วหรือยัง ? อย่าบอกว่าไม่มีเวลา เพราะคนเรามีเวลาวันละ 24 ชม. เท่ากัน อย่าบอกว่าทำงานหนัก เพราะคนอื่นก็ทำงานหนักเหมือนกัน..
.......บางที การพยายามเรียกร้องให้ใครต่อใครมาสนใจ หรือมาเข้าใจเรา เราอาจจะลืมถามตัวเราเองไปว่า วันนี้...เราใส่ใจเค้ามากแล้วหรือยัง....... “อย่าทำความห่วงใยของใครบางคนหล่นหาย” วันนี้ไม่สายที่จะบอกคนรักคุณว่า
ฉันจะใส่ใจเธอให้มากกว่าตอนนี้
17 mei PERTHDiary : Trip to PERTH 12 – 17 Oct 2002 เสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2545อุ้ย พี่เจี๊ยบ และพี่แต๋น มาถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อวาน เช้าวันนี้เราต่างคนต่างกระจัดกระจาย พี่แต๋นไปรับพี่ปึ้งที่สนามบิน อุ้ยกับพี่เจี๊ยบแอบหนีไป shopping ที่สยามฯ ไปสำรวจราคาสินค้า แทนที่จะได้สำรวจราคากลับกลายเป็นซื้อของกันพะรุงพะรัง เดินจนหมดแรง ก็ถึงเวลาออกเดินทางไปสนามบินดอนเมืองพอดี มาถึงสนามบินหน้า counter 10 เจอเพื่อนๆ และอาจารย์นั่งรออยู่แล้ว บางคนยังวุ่นวายกับการแลกเงิน บางคนยังหาอะไรทานรองท้องก่อนเดินทาง บางคนแอบนั่งนิ่งเหมือนไม่ตื่นเต้น แต่คงตื่นเต้นน่าดูเหมือนกันแหละ (แอบรักษาฟอร์มไว้เชียวนะ) ในที่สุดพวกเราก็ได้เจอไกด์สาวสวยที่จะนำทางพวกเรามุ่งสู่ PERTH เป็นเวลาถึง 5 วันเต็ม ท่าทางไกด์สาวของเราไม่เบาทีเดียว เธอให้พวกเราเรียกเธอว่า “แตง” เธอเริ่มต้นด้วยการแจก tag ผูกกระเป๋าเดินทางพร้อมทั้ง check รายชื่อพวกเราไปพร้อมๆ กัน พวกเราออกเดินทางจากดอนเมืองสู่สิงคโปร์เวลา 18.30 ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง เราจะต้องรอเปลี่ยนเครื่องจนถึงเวลา 01.00 ในระหว่างรอพวกเราเดินสำรวจสนามบิน Changi จนเบื่อแล้วมานั่งรอขึ้นเครื่อง ในระหว่างรอนั่น บรรดาเจ๊ทั้งหลายที่หอบขนมและเครื่องดื่มมาจากสนามบินดอนเมืองต่างพากันแจกจ่ายให้น้องๆ กินกันโดยทั่วหน้า เพราะไม่สามารถนำเข้าประเทศออสเตรเลียได้ เฮ้อ กินกันจนพุงกางแล้วก็ยังไม่หมด จำเป็นต้องขอร้องให้ทิ้งไปบ้างเมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่อง
อาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2545ถึงออสเตรเลียด้วยความเมื่อยล้าจากการนั่งเครื่องบินเป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงเต็ม มาถึงสนามบิน PERTH พวกเราก็ต้องมาลุ้นว่ากระเป๋าของเราจะผ่านด่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยความเรียบร้อยหรือเปล่า ในที่สุดกระเป๋าและพวกเราก็ผ่านด่านด้วยความเรียบร้อยจ๊ะ ถึงจะมี 1 คนในกลุ่มของเราที่ลืมขนมไว้ในกระเป๋าเดินทาง ทั้งไกด์และอาจารย์ก็เข้าไปช่วยให้กำลังใจจนผ่านมาด้วยความเรียบร้อยทุกคน พวกเราบางคนมีเวลาก็ไม่ลืมที่จะไปล้างหน้าแปรงฟัน และเดินออกจากสนามบินเพื่อสำรวจสภาพอากาศ ก่อนที่จะต้องเริ่มต้นเที่ยวกันตั้งแต่เช้าวันนี้ หลายคนได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเลยเชียวนะ …. ออกจากสนามบินด้วยรถ “Thomson” โดยคุณ “แดเมียน” เป็นทั้งคนขับรถและไกด์ท้องถิ่นของเราตลอดการท่องเที่ยวเมือง PERTH คณะเราแวะทานอาหารเช้ากันที่ภัตตาคารอาหารจีน ด้วยความหิวโหย จึงรู้สึกว่าอาหารอร่อยมากๆๆๆ อิ่มท้องกันทุกคน ไกด์สาวของเรานำทางไปสู่ท่าเรือปากแม่น้ำ “สวอน” เราเดินทางโดยเรือ “Fremantal” ไปยังตลาดนัดสินค้า เริ่ม shopping กันอย่างสนุกสนาน จากนั้นไปตลาดผลไม้ ได้ผลไม้ติดมือไปทานกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ และแอปเปิ้ล เราเดินทางไปทางอาหารเที่ยงกันที่ Tumbulgum Farm อาหารเที่ยงวันนี้ เป็นเนื้อย่างที่หลากหลายมาก ทั้งเนื้อจิงโจ้ เนื้อแกะ และน่องไก่ อร่อยมาก รสชาดแปลกใหม่ดี พวกพี่ๆ บางคนไม่ชอบทานเอาซะเลย เพราะกลิ่นเนื้อแปลกๆใหม่ๆ นั้นยังไม่คุ้นเคย น่าเสียดายแทน แต่อุ้ยสบายมาก ทานจนพุงกาง อิ่มแล้ว พวกเราได้ชิมน้ำชาที่ชงแบบดั้งเดิม เรียกว่า “ Billy Tea ” คือ ตักน้ำใส่ถังไม้แล้วเหวี่ยงไปรอบๆ จนน้ำที่อยู่ในถังหอม นั่นแหละคือน้ำชาแบบดั้งเดิม ดีนะที่ได้รู้วิธีชงหลังจากที่ดื่มกันแล้วโดยทั่วหน้า ถ้าไม่อย่างนั้นอุ้ยคนนึงที่จะไม่ดื่มน้ำล้างถังแน่นอน พวกเราได้ดูโชว์สุนัขต้อนแกะ ต่อด้วยโชว์ตัดขนแกะ โชว์การให้นมลูกแกะ และที่สำคัญคือ การที่อาสาสมัครของพวกเราลงไปลง “ฟาดแส้” คนแรกคือ อาจารย์อนุรักษ์ หลังจากพยายามถึง 3 ครั้งก็ไม่สำเร็จ คนต่อมาคือ พี่ปึ้ง พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ในที่สุดก็ได้รอยแส้ที่หน้าผากมาแทน จากนั้นเป็นพี่นก (โฉม) ของเรา คนนี้สำเร็จ ว้าว เลยได้ฉายาว่า “นกซาดิสต์” แทน โอ้ น่ากลัวจริงๆ หลังจากดูโชว์จบแล้ว คุณคาวบอยให้พวกเราลองรีดนมวัวด้วย ไม่ยากอย่างที่คิดเลย ใกล้ถึงเวลาเดินทางต่อ คุณใหญ่ ของเราก็อดไม่ได้ที่จะคว้าแส้มาลองดู หลังจากที่เห็นขอผิดพลาดและผลสำเร็จ จึงคิดจะลอง “ฟาดแส้” สักตั้ง ในที่สุดก็ได้รอยแส้ที่หน้าผากมาอีกหนึ่งคน ฮ่า ฮ่า ฮ่า สมควรแก่เวลาจึงออกเดินทางสู่ที่พัก คือ โรงแรม Criterion บนถนน Hay Street ซึ่งเป็นแหล่ง Shopping แต่พวกเราก็อดที่จะได้จำจ่ายซื้อของกันแล้วในวันนี้ เนื่องจากร้านค้าที่ออสเตรเลียนั้นจะปิดทำการเวลา 18.00 น. ดังนั้นบนถนนสายธุรกิจนี้จึงเงียบเหงาไปแล้วเมื่อพวกเราเดินทางมาถึง ทำได้แต่เพียง Window shopping กันไปก่อน ในระหว่างเดินไปทานอาหารที่ภัตตาคารจีนถัดจากที่พักเพียง 2 บล็อก
วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2545เช้าวันนี้ อุ้ย พี่แต๋น และพี่เจี๊ยบ ถูกปลุกด้วย Morning call ตั้งแต่ 7 โมงเช้า เกี่ยงกันตื่นไปอาบน้ำน่าดูเลย กว่าจะลงตัวด้วยการที่ทุกคนเสียสละให้น้องอุ้ยลุกไปอาบน้ำก่อน ว้า เป็นน้องเล็กนี่ได้รับสิทธิ์พิเศษแบบนี้เรื่อยเลย อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม ต้องรีบทานกันหน่อย เพราะต้องรีบออกไปหาซื้อน้ำเตรียมไว้สำหรับการเดินทางไปท่องทะเลทราย ด้วยระยะทางไกลถึง 260 Km. สู่ป่าหิน Pinnacles นั้น ได้แวะถ่ายรูปกับหมีโคล่า (จำชื่อสถานที่ไม่ได้แล้ว เพราะหลับมาตลอดทาง รถจอดก็มีหน้าที่ลงอย่างเดียว แย่จัง) น่ารักเชียว เป็นสัตว์ที่เชื่องช้ามาก ถ้าไม่ได้รับการคุ้มครองคิดว่ามันคงต้องสูญพันธุ์ไปแล้ว วันๆ ก็นั่งนิ่งๆ กินใบยูคาลิปตัส นานๆ จะค่อยๆ ขยับตัวทีนึง เฮ้อ เป็นชีวิตที่น่าเบื่อจริงๆ เจ้าหน้าที่อุทยานอุ้มลูกจิงโจ้อายุ 6 เดือน มาโชว์ให้พวกเราได้อุ้มเล่น กันด้วย เจ้าจิงโจ้ยังตัวเล็กน่ารัก ไม่มีพิษมีภัย อยู่ในกระเป๋าหนังของคุณเจ้าหน้าที่อย่างสงบเสงี่ยมทีเดียว ถ่ายรูปจนหน่ำใจแล้วคุณแตงก็ต้อนพวกเราขึ้นรถ เพื่อเดินทางต่อไปยังป่าหินที่เป็นจุดหมายของเรา มาถึงป่าหินแดดแรงมาก พี่ๆ ที่เคยไปเมืองจีนเล่าให้ฟังว่าสวยไม่เท่าที่เมืองจีน แต่สำหรับอุ้ยแล้ว คิดว่าที่นี่ก็สวยแล้วหล่ะ มันกว้างใหญ่และสวยงามสมกับเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ พวกเราถ่ายรูปกันที่นี่ค่อนข้างมาก เพราะสีของท้องฟ้าที่ตัดกับสีพื้นทรายนั้น ชวนให้เราใช้เวลากับการถ่ายรูปจนเพลินทีเดียว ถึงเวลาต้องเดินทางต่ออีกแล้ว เรามาพักที่ร้านขายของที่ระลึก เพื่อเข้าห้องน้ำ และเปลี่ยนรถเป็นรถ 4WD 2 คัน เพื่อเดินทางไปสู่ “Pinnacles Desert” ระยะทางไกลพอดู รถของเราพาพวกเราลุยเข้าไปในทะเลทรายที่เกิดขึ้นจากลมทะเลที่หอบทรายจากทะเลขึ้นมาทับถมกันเป็นเวลานานจนกลายเป็นทะเลทรายที่กว้างใหญ่ พวกเราแวะถ่ายรูปดอกไม้ป่าที่พยายามขึ้นในทะเลทรายแห่งนี้กันอยู่ครู่ใหญ่ ในระหว่างที่พวกเรากำลังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปและชมวิวทิวทัศน์กันอยู่นั้น คนขับรถทั้งสองคันก็พลันวันอยู่กับการปล่อยลมออกจากล้อทั้ง 4 ล้อ พวกเราบางคนทนเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยความสงสัยไม่ได้นาน จึงเข้าไปถาม ได้คำตอบว่า อีกสักครู่รถจะนำเราเข้าสู่เนินทรายที่มีความอ่อนนุ่ม ถ้าไม่ปล่อยลมออกจากยางบ้าง จะทำให้รถกระเด้งกระดอนยากแก่การควบคุม พวกเราได้รับคำตอบของการกระทำของคนขับรถเป็นที่พอใจ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ไอ้เจ้าทะเลทรายที่ว่านี้มันจะเป็นอย่างไรกันแน่ มันถึงจะทำให้รถกระเด้งกระดอนได้ ในที่สุดคำตอบของความสงสัยของพวกเราถูกตอบด้วยเจ้าเนินทรายกองมโหฬารที่ทับถมกันอยู่ข้างหน้า เป็นเนินประมาณภูเขาลูกย่อมๆ ต่อกันเป็นแนวยาว รถของเราพาเราขึ้นสู่ยอดเนินแล้วปล่อยรถวิ่งลงสู่เนินทรายด้วยความรวดเร็ว ว้าว สนุกๆ ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 ครั้ง พวกเราที่ระหว่างทางเมารถกันไปหลายคน พอมาเจอการแล่นรถลงเนินทรายนี้สนุกสนานกันใหญ่ ลืมอาการเมารถไปเลย พอมาถึงเนินที่สูงและชันที่สุด คนขับรถก็สร้างความหวาดเสียวให้พวกเราด้วยการเร่งคันเร่งเหมือนจะพุ่งลงไปข้างล่าง กรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่ แต่ในที่สุดรถก็จอดเพื่อให้พวกเราลงเล่น sand board กัน คราวนี้ยิ่งสนุกยิ่งขึ้น sand board ที่ว่าเป็นแผ่นไม้คล้าย สเก็ตบอร์ด แต่อันใหญ่กว่า ใหญ่พอที่จะให้เรานั่งได้ แล้วจะมีคนดันให้เราสไลด์ลงไปตามเนินทรายชันๆ นั้น จะเพิ่มความเร็วได้ด้วยการเอนหลังไปข้างหลังมากๆ จนแทบจะนอนหงาย ความเร็วจะยิ่งเพิ่มขึ้น สนุกๆๆๆๆ ตอนลงสนุกจนลืมนึกถึงเวลากลับขึ้นมาบนยอดเนินเสียสนิท กว่าจะรู้สึกตัวอีกที เหนื่อยแทบขาดใจ มองเห็นยอดเนินอยู่ใกล้นิดเดียว แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที เหมือนเดินอยู่กับที่ จากนั้นคนขับรถของเราก็เดินมากระซิบกับคุณแตงว่ารถอีกคันนึงเสียขอให้รีบกลับเข้าตัวเมืองเพื่อ check รถ กลุ่มที่มากับรถคันนั้นจึงล่วงหน้าไปก่อน ครู่ใหญ่พวกเราชุดหลังจึงตามไปรวมกับกลุ่มแรกที่หน้าร้าน “shipwreak” (โอ้ว แค่ชื่อก็สยองแล้ว) เห็นเพื่อนเรากำลังง่วนอยู่กับการทาน fish and ship กันเป็นการใหญ่ พวกเรากลุ่มหลังจึงตามเข้าไปสมทบด้วยความหิวโหย ได้ความจากคุณแตงว่ารถคันที่เสียนั้นต้องใช้เวลาซ่อมประมาณ 45 นาที ให้แบ่งกลุ่มผู้หญิงและอาจารย์กลับที่พักก่อนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวรอกลุ่มผู้ชายที่อาสาจะนั่งรอขณะที่รถกำลังซ่อม มาถึงที่หน้าที่พักยังไม่ถึง 5 นาที รถคันหลังก็ตามมาสมทบ (รวดเร็วทันใจจริงๆ) พวกเราจึงรวมกลุ่มกันเดินไปภัตตาคารอาหารจีน (อีกแล้วค้าาา) หลังอาหารมีการ surprise กันนิดหน่อย เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์อนุรักษ์ พวกเราร่วมกันร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้อาจารย์ และทานช้อคกาแลตเค้กที่ทางคุณแตงจัดหามาให้ กันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเริ่มต้นแยกย้ายกันไป window shopping กันตามเคย วันนี้พี่สุพจน์สวมวิญญาณพ่อค้า ไปยืนช่วยขายของที่ร้านขายของที่ระลึกของชาวจีนที่ยังคงเปิดขายอยู่ที่หน้าโรงแรม วันนี้ทางร้านมีรายได้จากการขายของคุณสุพจน์มากโขทีเดียว และพวกเราที่ต้องการซื้อของที่ระลึกกลับมาฝากญาติพี่น้อง ก็ได้ลดราคาสินค้ากันไปถ้วนหน้า จนถึงเวลาปิดร้านทางเจ้าของร้านให้ค่าคอมมิตชั่นแก่คุณสุพจน์เป็นเสื้อยืด 1 ตัว คุ้มกันถ้วนหน้า
อังคารที่ 15 ตุลาคม 2545วันนี้ค่อนข้างตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะจะเป็นวันที่จะต้องไปทัศนศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัย Western Australia พวกเราต้องแต่งเครื่องแบบ (เสื้อยืดสีขาวปกน้ำเงินพร้อมเสื้อคลุมสีเขียว) หลังจากเราได้ฟังบรรยาย และได้เดินชมสถานที่โดยรอบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็บ่ายกว่าๆ หิวมาก เราไปทานอาหารเที่ยงกันที่ underwater world ด้วยอาการหิวจัด ซื้ออาหารกันมาคนละ 1 จาน ในที่สุดก็ทานกันไม่หมดสักคน จำเป็นต้องหยุดกินด้วยความเสียดาย เพราะถึงเวลาที่ต้องเข้าไปชมโลกใต้น้ำกัน ที่นี่จัดทำอุโมงค์เข้าไปใต้น้ำ เพื่อให้เห็นสัตว์น้ำทั้งหลายอย่างใกล้ชิด ทั้งปลาฉลาม ปลากระเบน และอีกหลายปลาด้วยกัน (ไม่รู้จัก) เมื่อเดินดูจนทั่วแล้วจึงขึ้นรถของแดเมียนกลับที่พักด้วยอาการเหนื่อยอ่อน แต่… มาถึงหน้าโรงแรมก็เกิดอาการอยากช้อปปิ้งขึ้นมาอีกแล้ว ลืมอาการเหนื่อยเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาซะสนิทเลย พวกเราเข้าไปซื้อของกันที่ร้านเดิม (ร้านคนจีน เพื่อนพี่สุพจน์) พวกเราเหมาสินค้าแทบจะทุกชนิดที่มีวางขายในร้านก็ว่าได้ จนหน่ำใจ ก็เจอหนุ่มๆ ยืนคอยอยู่หน้าร้าน เพื่อชวนพวกเราไปเที่ยวผับซึ่งต้องเดินถัดไปอีกประมาณ 3 – 4 ช่วงตึก เฮ้อ เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็อยากไปดูหน่ะดิ ทำไงได้ พวกเราตกลงไปกันประมาณ 9-10 คน โดยมีพี่ประธานของเราเป็นหัวหน้าใหญ่คอยควบคุมหนุ่มๆ ของเราอีกที ถ้าพี่สุพจน์ไม่ไป สาวๆ คงถอยกันหลายคนเหมือนกันแหละ เนื่องจากไม่ค่อยไว้ใจหนุ่มๆ ของเราหน่ะดิ หลานน้ำหวาน กัน ลุงใหม่ นำทางไปร้านที่ไป survey มาเมื่อคืนก่อน หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมากกับการเดินมาเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร (ไม่รู้ว่าระยะ 3 – 4 ช่วงตึก ของนายน้ำหวานจะหมายถึง ช่วงตึกในแนวนอนหน่ะดิ หลงเดินตามมาซะตั้งไกล ฮือ ฮือ เมื่อยมากๆๆๆๆ…) ในที่สุดก็มาถึงหน้าร้าน ปรากฎว่าร้านปิด เพราะเขาย้ายไปเปิดอีกที่นึง ( โอ้ว ) เดินไปอีกประมาณ 15 นาที ก็ถึงร้าน (ซะที) เข้าไปแล้วก็เป็นผับธรรมดาๆ มีนักดนตรีอยู่ 2 คน และนักดื่มนิดๆ หน่อยๆ พวกเราเข้าไปสั่งเบียร์ดื่มกัน สังเกตุเห็นคุณแตงสนุกสนานกว่าทุกคน เต้นแร้งเต้นกา อยู่ติดเวทีเลยทีเดียว ขณะที่พวกเรานั่งนิ่งๆ เพราะเพลียเต็มที จนสมควรแก่เวลาพวกเราจึงกลับกัน ขากลับนี้ อุ้ย พี่สุพจน์ พี่เจี๊ยบ และคุณแตง โบก TAXI กันแล้วหล่ะค่ะ เห็นจะเดินกันอีกไม่ไหวแล้ว พวกหนุ่มๆ ยังคงความตั้งใจเดิมคือ เดินมาได้ก็เดินกลับได้ นับถือใจจริงๆ… กลับขึ้นห้องได้ หลับเป็นตาย
พุธที่ 16 ตุลาคม 2545วันนี้ตื่นสาย เพราะเป็นช่วงเช้าเป็นเวลา shopping จ๊ะ ตระเวนหาซื้อของฝากกันใหญ่ อุ้ย ได้ของให้ตัวเองคือ ตุ้มหู Opal 1 คู่ ถูกใจที่สุด เมื่อช้อปจนตัวแบนแล้ว พวกเราต้อง check out ออกจากโรงแรม รีบกลับมา pack ของกันยกใหญ่ พี่เจี๊ยบต้องรีบเก็บของให้เร็วกว่าทุกคนในห้อง เพราะต้องรีบกลับไปเอาของที่ลืมไว้ที่ห้าง David Jones หน่ะดิ ทิ้งให้อุ้ยวุ่นวายอยู่กับพี่แต๋นแต่เพียงผู้เดียว (สิทธิ์พิเศษของน้องเล็กอีกแล้ว) ลงมาข้างล่างนำของมาเก็บรวมกันไว้ที่ห้องเก็บของ แล้วไปทานอาหารเที่ยงกัน หลังจากนั้นช่วงบ่ายคุณแตงพาเราไป สวนสาธารณะ King Park สวยมาก และ Lake Monger เป็นที่อยู่ของเหล่าหงส์ดำ แต่ก็ไม่ค่อยกล้าเล่นกับมันนัก กลัวมันกัด !!! กลับมาที่โรงแรมอีกครั้งเพื่อขนกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถ Thomson งานนี้สงสารคุณแดเมียนที่สุด เขาต้องยกกระเป๋าทั้งหมดเพียงคนเดียว แต่ละใบนั้นอัดของฝากกันมาเต็มๆ เมื่อคุณแดเมียนจัดการเรียบร้อยจึงพาพวกเราเดินทางสู่ภัตตาคารอาหารจีน (อีกครั้ง) จากนั้นพาพวกเราไปใช้เวลาว่างระหว่างรอขึ้นเครื่องกลับ ที่ Casino โอ้ว … ที่นี่อุ้ยเข้าไปเพื่อสังเกตุการณ์ และทดลองเล่นเพียงเล็กน้อย ด้วยเงินทุนที่ทุ่มสุดตัวถึง 20 เหรียญ กะไว้ว่าถ้าจะเสียต้องไม่มากไปกว่านี้ ด้วยการเล่นที่ระมัดระวังยิ่ง กับทุกๆ เกมส์ อุ้ยจึงกลับขึ้นรถด้วยเงิน 20 เหรียญเท่าเดิม (โชคดีจริงๆ) พวกเรามีหลายคนที่ได้ และบางคนเสีย พวกเราออกจาก Casino ในเวลา 21.30 น. เพื่อเดินทางต่อไปยังสนามบิน Perth รอเวลาขึ้นเครื่องตอน 01.00 น. หลังจากที่ load กระเป๋าลงเครื่องเรียบร้อย ก็เป็นเวลาเดินเล่นอีกแล้ว เดินดูของไปเรื่อยๆ จนถึงกำหนดเวลาขึ้นเครื่อง ขึ้นไปเจอเมนูอาหารเดิม “ Fish with potato or Chicken with rice “ โอ้ว เขาคิดเมนูอาหารใหม่ๆ ไม่ได้แล้วหรือไงนะ แต่ถึงบ่นก็กินนะ หลังจากอาหารก็นอนหลับปุ๋ย
วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2545รู้สึกตัวตื่นเมื่อแอร์โฮสเตสสาวสวย มากระซิบข้างๆ หู ดังๆ ว่า “Orange Juice , Coffee or Tea. Miss โอ้ว ทำตกใจแต่เช้าเลยนะคุณเธอ (รู้สึกเกลียดแอร์ฯ จังเลย) ตอบงัวเงียๆ ไปว่า Orange juice, please. จึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าอีกประมาณ 10 นาที จะลงที่สิงคโปร์แล้ว ไวเหมือนโกหก รู้สึกว่าได้หลับไปแค่ 5 นาทีเองนะ ถึงเร็วจัง เช้าวันนี้เราต้องรอเวลา transit ที่สิงคโปร์ทั้งวันเลยแหละ ดังนั้นวันนี้เป็นโอกาสดีที่เราเตรียมกันไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องไปทัวร์สิงคโปร์กันหล่ะ เราจัดการฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบิน จากนั้นคุณแตงนำคณะพวกเราขึ้นรถไฟใต้ดินไปที่สถานี City mall ซึ่งเป็นสถานีที่จอดใกล้กับ ออชาร์ด โร้ด แหล่ง shopping ยอดนิยม เรามาถึงก็เริ่มต้นสำรวจราคา และก็พบว่าราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายแพงกว่าเมืองไทยทั้งสิ้น อุ้ย และพี่สุพจน์ ตั้งใจกันว่าจะหาซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง เมื่อมาเจอราคาที่ ออชาร์ด แล้วถอยกันเลย แพงมาก แต่ไหนๆ ก็มาถึงแหล่งแล้ว เราสองคนจึงไม่ลดละที่จะหาที่ซื้อกันให้ได้ สอบถามจากคนแถวๆ นั้นได้ความว่าเราต้องไปแถบ suntac ซึ่งเป็นสถานีรถไปใต้ดินที่เราเริ่มต้นออกเดินทางจากสนามบินนั่นเอง เอาหล่ะ จึงฝากความหวังไว้ที่ suntac เป็นที่สุดท้าย ถ้าราคายังไม่พอใจก็จะกลับไปนั่งรอที่สนามบินกันหล่ะ ไปถึงปรากฎว่าเจอร้านมือถือเพียงร้านเดียว ซึ่งราคาเครื่องที่ถูกคือเครื่องที่ต้องจดทะเบียน 2 ปี ถ้าเราต้องการที่จะซื้อเครื่องไม่จดทะเบียนต้องไปที่ห้าง มูสตาฟา … ปรึกษากับคุณแตง เธอจึงตัดสินใจพาพวกเราไปที่ห้างมูสตาฟา เพื่อความชัดเจน … พวกเราเรียก TAXI มาถึงห้างที่ว่านี้ เป็นห้างใหญ่ที่คนขายส่วนใหญ่เป็น แขก หน่ะ มีโทรศัพท์มือถือขายเยอะแยะมากมาย แต่ราคาก็ไม่ได้ถูกกว่าเมืองไทยเลย … สบายใจได้ว่าจะกลับมาซื้อที่เมืองไทยแน่นอน จึงนั่ง TAXI กลับสนามบินกันด้วยความสบายใจที่มีคุณแตงนั่งไปด้วย อุ้ย พี่เจี๊ยบ และคุณสุพจน์ นั่งหลับกันสบายที่เบาะหลัง มาถึงสนามบินประมาณบ่าย 2 โมงกว่าๆ กว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่องก็ 2 ทุ่ม นั่งทอดน่องกันสบาย ณ มุมหนึ่งของสนามบิน คุณแตงได้มีโอกาสดีได้หมอนวดมือดีชาวไทย 2 คน ช่วยกันนวดคลายกล้ามเนื้อให้เธอจนสบายตัวทีเดียว สร้างความอิจฉาแก่พวกเราเป็นอย่างยิ่ง พี่เจี๊ยบผู้มีความสามารถจะนอนหลับได้ทุกสถานการณ์ก็สร้างความอิจฉาแก่ผู้พบเห็นไม่น้อย เธอนั่งกอดเข่าหลับสนิทเป็นเวลาเกือบชั่วโมง … จนมีหนุ่มน้อยชาวสิงคโปร์ผู้หนึ่งกล้าหาญนำสินค้ามาขายแก่กลุ่มพวกเรา เป็น ชุดนาฬิกาข้อมือพร้อมเข็มขัด เขานำขายชุดละ 30 เหรียญ หลังจากพวกเราหลายคนเริ่มสนใจก็มีกลุ่มใหญ่ของหนุ่มน้อยคนนี้ตามมาสมทบ กลายเป็นเซลล์แมนกลุ่มใหญ่ ส่งเสียงดังปลุกคุณเจี๊ยบตื่นขึ้นมาด้วยความไม่สบอารมณ์ เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการหิว จึงชวนกันไปหาของกินรองท้องกัน เราเดินขึ้นไปร้านอาหารจีนชั้นสองของอาคารสนามบิน ได้ทานอาหารรสชาดถูกปากแก้เลี่ยนได้ดี คือ Mee Siam รสชาดเหมือนเส้นหมี่ในต้มยำกุ้ง อร่อยมาก ถึงเวลาขึ้นเครื่องแล้ว เย้ เย้ จะได้กลับเมืองไทยแล้ว ………. เวลาผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินดอนเมือง เวลาประมาณ 22.15 น. พวกเราไปพักกันที่บ้านพักที่สวนสยามของญาติพี่นก (โฉมศิริ)
ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2545เช้าวันนี้อุ้ยกับพี่สุพจน์ จะไปลุย “มาบุญครอง” กันหล่ะ จะไปตระเวนหาซื้อโทรศัพท์มือถือ ส่วนคุณเจี๊ยบจะไปแวะไปหาญาติและเพื่อนๆ พวกเราจะไปเจอกันที่สนามบินดอนเมือง ปรากฎว่าอุ้ยกับพี่สุพจน์ก็ยังไม่ได้ซื้อโทรศัพท์อะไรกันเลยเพราะราคายังไม่เป็นที่ถูกใจของพวกเราเลย จึงตัดสินใจมานั่งรอที่สนามบิน … จนถึงเวลาขึ้นเครื่องกลับเชียงใหม่ …. มาถึงเชียงใหม่ประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ …… ถึงบ้านด้วยความปลอดภัย …..
Trip นี้นอกจากจะประทับใจกับสถานที่ใหม่ๆ ทั้งความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความเรียบง่าย การจัดวาง Zoning ของเมือง และการจัดการเมืองที่มีระบบแล้วนั้น อุ้ยยังพบกับความสามัคคีในหมู่คณะของพวกเรา พวกเราถึงแม้ว่าจะมีชีวิตเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่ลืมที่จะห่วงใยซึ่งกันและกัน รู้สึกได้ว่าพวกเราจะไม่ทอดทิ้งกันเมื่อเวลาลำบาก เดือดร้อน โดยเฉพาะอาจารย์ทั้งสองท่านที่ไปกับเราในครั้งนี้ คือ ผศ.ประสาน ตังสิกบุตร และ ดร.อนุรักษ์ ท่านทั้งสองเป็นกันเองและสนุกสนานไปกับพวกเราตลอดการเดินทาง ตลอดจนไกด์สาว “คุณแตง” ของเราดูแลเราเป็นอย่างดี ให้ความช่วยเหลือพวกเราเท่าที่จะทำได้ด้วยความเต็มใจ ในโอกาสหน้าถ้ามี Trip แบบนี้อีกจะไม่พลาดเป็นอันขาด
ห้วยน้ำดัง_ปาย 46วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2545 ออกเดินทางจากเชียงใหม่เวลา 07.00 น. โดยรถโดยสารที่เหมาให้ไปส่งที่ห้วยน้ำดัง ในราคา 900 บาท นับว่าเป็นราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก พวกเราแวะที่ตลาดแม่มาลัยเพื่อหาซื้อเสบียงประมาณชั่วโมงเศษ จึงออกเดินทางต่อไปยังห้วยน้ำดัง มาถึงห้วยน้ำดังประมาณ 11.00 น. คนไม่เยอะเท่าที่คิด พวกเราเดินเลือกทำเลที่จะกางเต้นท์ กันด้วยความเพลิดเพลินมาก ไม่พอใจก็เดินหาที่ใหม่ต่อ จนเลือกทำเลให้พอใจดีแล้วก็ไปขนของลงจากรถ มาถึงจุดที่เลือกไว้ ปรากฎว่ามีผู้สนใจทำเลของเราและมาปูผ้ากางเต้นท์เรียบร้อยแล้ว ทำให้พวกเราต้องเดินหาที่ใหม่โดยเร็วเพราะเริ่มสังเกตุเห็นว่าคนเริ่มเยอะขึ้นด้วยความรวดเร็ว พวกเรากางเต้นท์และทำอาหารเที่ยงทานกันอิ่มแล้ว ก็เริ่มเดินเล่นกันอีกครั้ง เพราะมีเวลาเหลือเยอะนั่นเองจึงเดินไปถึงตำหนักของพระพี่นางซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ สวยมาก กลับมาถึงที่พักอีกครั้ง ตกใจเพราะมีเต้นท์กางติดๆ กัน แบบชนิดแทบจะใช้เสาเดียวกันอยู่แล้ว คนเยอะมากกกก ทำให้บรรยากาศกลายเป็นบรรยากาศแห่งความสนุกสนานไปอีกแบบ นั่งฟังเต้นท์ข้างๆ คุยกัน จนพวกเราไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องคุยกันให้เสียเวลาเลยทีเดียว ตกดึกอากาศเย็นมาก ท้องฟ้าโปร่ง ดาวเต็มท้องฟ้า แอบเข้าไปหลบหนาวในเต้นท์ นั่งห่มผ้าเท่าไหร่ก็ไม่ยอมอุ่นสักที ลองล้มลงนอน เอ๊ะ อุ่นดีแฮะ Good night จ๊ะ
อังคารที่ 31 ธันวาคม 2546 ผ่านกลางคืนมาได้ด้วยความยากลำบาก เช้านี้พวกเราต้องหาทางออกจากห้วยน้ำดังให้ได้ เพราะระยะทางจากห้วยน้ำดังออกมาถึงถนนใหญ่ ประมาณ 6 กม. เป็นโชคดีของเราที่ได้ความกรุณาจาก นศ.มช.กลุ่มหนึ่งให้พวกเราอาศัยรถสี่ล้อแดงที่พวกเขาเหมามาจาก ขสมช. ในราคาถูกมากก มาจนถึงถนนใหญ่ พวกเราทั้ง 5 คน ขอบคุณน้องๆ ด้วยความจริงใจ พวกเรา 5 คน มาถึง ถนนใหญ่ก่อนเวลาที่รถประจำทาง เชียงใหม่ – ปาย จะมาถึง ในเวลา 10.00 น. ตามข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ พวกเรามีเพื่อนร่วมทางเป็นคู่สามี – ภรรยา ที่จะไปปายเหมือนกัน รวมกันทั้งหมดเป็น 7 คน พวกเรายืนรอกันสักพักจึงคิดว่าถ้าเป็นไปได้เราลองโบกรถไปพลางๆ เผื่อจะมีรถกะบะคันไหนว่างๆ พอจะให้พวกเราทั้ง 7 คน อาศัยรถไปได้บ้าง ลองโบกผ่านไป 2-3 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถที่มีน้ำใจแต่ท้ายรถไม่ว่างเป็นส่วนใหญ่ จนมาถึงรถของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ว่างและจะไป อ.ปายอยู่แล้ว ให้พวกเราทั้ง 7 คน ติดรถไปได้ ขอขอบคุณพี่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างสูงค่ะ พี่เจ้าหน้าที่พาพวกเรามาส่งที่ เกสเฮ้าท์ แห่งหนึ่ง (คล้ายๆ จะเป็นการแนะนำที่พักด้วย แต่ด้วยจรรยาบรรณ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรที่เป็นการชักชวนแต่อย่างใด) คู่สามี-ภรรยา พอใจมาก ตัดสินใจเลือกพักที่นี่ แต่พวกเราทั้ง 5 คน ยังต้องการที่จะสำรวจหาทางเลือกก่อนที่จะตัดสินใจ อุ้ยโทรศัพท์ถึงเจ้าของที่พัก “สิบสองพันนา” เพื่อขอเข้าไปดูที่พัก และตัดสินใจเดินไปเป็นการสำรวจไปในตัว หลังจากเราไปถึง “สิบสองพันนา” แล้ว เห็นเต้นท์กางอยู่ก่อนหน้าเราแล้ว ถึง 4 หลัง ในที่สุดพวกเราตัดสินใจที่จะขอติดรถชาวบ้านกลับเข้าในตัวเมืองอีกครั้งเพื่อเช่ามอร์เตอร์ไซค์ทัวร์รอบเมือง จนสุดท้ายเหมือนโดนกลั่นแกล้ง พวกเราตัดสินใจกลับมาพักเกสเฮ้าท์แห่งแรกที่พี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ส่งพวกเรานั่นเอง เป็นเกสเฮ้าท์ติดริมแม่น้ำปาย นั่นเองหลังจากพวกเรากางเต้นท์เรียบร้อย พากันลงเล่นน้ำกันปายด้วยความสนุกสนานพร้อมกับเด็กๆ จากเต้นท์ข้างเคียง เป็นกลุ่มเด็ก 4 คน พี่น้อง ที่มีความสามัคคีกันมาก (ซนที่สุด) ตลอดคืนนั้น กลายเป็นคืนที่พวกเรา count down ข้ามปีใหม่ด้วยกันกับเด็กๆ พวกนั่นแหละ (คืนนั้นเรานั่งนับ “ดาว” และนับ “เลข” บนไพ่ป๊อก 8 กับเด็กๆ ด้วย ไม่น่าเชื่อได้เงินเด็กๆ มาเกือบ 100 แหนะ แฮะ แฮะ) ที่ปายอากาศไม่หนาวเท่ากับห้วยน้ำดัง นอนสบายกว่านิดนึง แต่ก็ยังหนาวอยู่ดี ที่สุดก็เช้าจนได้ พวกเรารีบเก็บเต้นท์และสำภาระให้เรียบร้อยก่อน 10.30 น. เพราะต้องไปขึ้นรถประจำทาง ปาย – เชียงใหม่ มาถึงขนส่งปาย ก่อนเวลาเล็กน้อย รอจนรถประจำทางมาถึง แทบเป็นลม เพราะรถแน่นมาก ตั้งแต่เข้ามาถึงแล้ว และอีกหลายชีวิตที่รอขึ้นรถอยู่นั้นอีกเหล่า นึกสงสัยว่าจะมีที่ให้พวกเรา 5 คน แทรกขึ้นไปได้อย่างไร ในที่สุดพวกเราทั้ง 5 ก็ไม่สามารถไปกับรถคันนั้นได้จริงๆ พวกเราต้องออกมาหาทางกลับเชียงใหม่ให้ทันรถทัวร์ที่เพื่อนๆ จะต้องไป กรุงเทพฯ ให้ทัน พวกเราเดินไปเดินมาจนได้เพื่อนร่วมทางอีก 2 คน เป็นชาวอิสราเอล ระหว่างหาทางกลับอยู่นั้นก็คุยกันไปเรื่อยๆ น่าอิจฉาชีวิตพวกเราที่สุด ทั้ง 2 คน ทำงาน 6 เดือน และออกเที่ยว 6 เดือน ก่อนหน้าที่จะมาปายเขาไปลาวมาแล้ว 2 อาทิตย์ และกลับจากปาย จะขึ้นเครื่องไปพม่า จากนั้นกลับอิสราเอล ไปทำงานต่อ เฮ้อ เป็นชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ ในที่สุดพวกเราก็ได้ความกรุณาจากพี่ๆ วินมอร์เตอร์ไซด์ ไปหารถที่จะไปเชียงใหม่มาได้ 1 คัน คิดอัตราเหมา 1500 บาท ต่อ 10 คน ไม่เป็นการยากเลยที่จะหาอีก 3 คน ไม่เกิน 5 นาที พวกเราก็ได้ออกเดินทางจากปาย เป็นเวลา 12.00 น. พอดิบพอดี คนขับรถเป็นคุณแม่ลูกอ่อน พาลูกน้อยนั่งรถมาด้วย 2 คน คนนึงอายุประมาณ 10 ขวบ ส่วนคนเล็กอายุ ขวบกว่าๆ ได้ยินว่ายังไม่หย่านมเลย นั่นเองทำให้พวกเรานั่งรถกลับเชียงใหม่ด้วยอาการอกสั่นขวันแขวนมากๆ จะไม่เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ก็คุณพี่ขับรถไปด้วย อุ้มลูกคนเล็กไปด้วย เพราะเจ้าลูกคนเล็กไม่ยอมนอนถ้าไม่ได้นอนบนตักคุณแม่ คุณพี่ของเราขับรถกลับเชียงใหม่ เกือบพันโค้ง ด้วยมือเพียงข้างเดียว โอ้ว!!! เหลือเชื่อ มาถึงเชียงใหม่ได้อย่างปลอดภัย Trip นี้ ได้ความประทับใจแบบ bag pack จริงๆ ทุกอย่างเป็นการตายดาบหน้าทั้งสิ้น มีการ plan แค่เพียงจุดหมายปลายทางเท่านั้น มิได้กำหนดแผนการเดินทางไว้เลย เที่ยวนี้ถึงแม้จะไม่ได้เที่ยวแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของแต่ละแห่งเลย แต่ได้ความประทับไว้เป็นข้อมูลที่จะตามเก็บในการเดินทางครั้งต่อไป |
|
|